อินเดียเป็นอีกประเทศหนึ่งแล้วที่มีแผนชัดเจนว่าจะเลิกใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน นอกเหนือจากเยอรมันและนอร์เวย์ที่ได้ประกาศมาก่อนหน้านี้ ยิ่งตอกย้ำถึงความเป็นได้ของผลวิจัยที่ชี้ว่าบริษัทน้ำมันจะล้มระเนระนาดเนื่องจากคนจะหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันหมด
การเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้อินเดียกลายเป็นผู้นำเข้าน้ำมันอันดับสามของโลก ต้องจ่ายเงินซื้อน้ำมันถึงปีละ 150 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะลดความต้องการการใช้น้ำมันลงอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงนี้คาดว่าจะทำให้อินเดียประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ถึงปีละ 60 พันล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันยังจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของเจ้าของรถอีกหลายล้านคน
“เราจะมีการแนะนำส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้ากันอย่างเต็มที่ เราจะสร้างรถยนต์ไฟฟ้าด้วยตัวเราเอง และภายในปี 2030 จะไม่มีการขายรถที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลในประเทศอีกต่อไป” Piyush Goyal รัฐมนตรีพลังงานของอินเดียกล่าวในงาน CII Annual Session 2017 เมื่อ 30 เมษายน 2017
Goyal บอกว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนด้านการเงินในช่วงสองสามปีแรก แต่หลังจากนั้นการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจะต้องขับเคลื่อนด้วยความต้องการของผู้ใช้และจะไม่มีการให้เงินอุดหนุน
การเคลื่อนไหวครั้งนี้สร้างความทึ่งให้กับ Elon Musk ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกพัฒนาสร้างรถยนต์ไฟฟ้าจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ Musk บอกว่าอินเดียได้กลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับพลังงานแสงอาทิตย์
อินเดียกำลังเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศอย่างหนัก พวกเขาหวังว่าการกำจัดรถที่ใช้น้ำมันออกไปจากถนนให้หมดจะสามารถลดระดับมลพิษในอากาศที่มีส่วนในการคร่าชีวิตผู้คนถึง 1.2 ล้านคนต่อปี องค์การอนามัยโลกได้สำรวจเมื่อปี 2014 พบว่าใน 20 เมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดอยู่ในอินเดียถึง 13 แห่ง
นอกจากแผนการเรื่องให้มีขายเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้านี้แล้ว เมื่อเร็วๆนี้อินเดียยังได้ยกเลิกโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ไปแล้วด้วย เพราะสำหรับอินเดียเรื่องต้นทุนไม่ใช่ปัญหาในการเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนอีกแล้ว ราคาไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มที่อินเดียถูกกว่าราคาไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้ว แถมโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็อยู่ในอินเดีย ดูท่าอินเดียจะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับพลังงานแสงอาทิตย์อย่างที่ Musk ว่าจริงๆ
ข้อมูลและภาพจาก weforum.org, futurism